| สวัสดีเพื่อนๆ เราชื่อ "ป๊อกกี้" ปภิณวิช มงคลเกษตร นักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการAFS รุ่นที่ 48 ประเทศอิตาลี ตอนนี้เรียนอยู่ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จ.นครราชสีมา แผนการเรียนวิทย์-คณิต ชั้นม.6 และอยู่กลุ่ม Celebrity ดาวแห่งราชสีมาวิทยาลัย ●▽● เป้าหมายตอนนี้คืออยากเข้าอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ADMISSION 54 เน่อ
เราอยากเล่าประสบการณ์ชีวิตของเด็กแลกเปลี่ยนคนนึงที่ไปประเทศอิตาลี ประเทศที่ใครๆ ก็อยากไป เมืองแฟชั่น โอ้โห.... แต่เค้าพูดภาษาอะไรกันล่ะ??? มีหลายเรื่องที่น่าสนใจตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งอาจทำให้หลายๆ คนอยากไปอิตาลีมากกว่าเดิมหรือไม่อยากไปก็ได้ (เอ๊ะ!!! ยังไง)
จริงๆ แล้ว ป๊อกก็มีความคิดที่จะไปแลกเปลี่ยนตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะเดิมที่เราชอบภาษาอังกฤษมากๆ แต่ไม่เก่ง T^T เที่ยวหาเรียนพิเศษไปเรื่อย ตั้งแต่ตอนเรียนประถมก็ไปหาเข้าค่ายภาษาอังกฤษของโรงเรียนหรือโปรแกรมต่างๆ บ้าง จนกระทั่งโตมาจนถึง ม.3 ก็เลยลองสมัครหลายโครงการดู แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจไป จนมาสอบอีกทีตอน ม.4 จริงๆ แล้วป๊อกเริ่มสอบ AFS ตั้งแต่รุ่นที่ 47 แล้ว แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก แป่ว เราเลยมาลองใหม่อีกทีในรุ่น 48 พอดีสอบเป็นทุน CSP ซึ่งเป็นทุนที่ได้จากบริษัทต่างๆ ที่สนับสนุนโครงการ เราก็เลือกสอบของทุนธนาคารกสิกรไทยไป เลือกอเมริกาเป็นอันดับแรก แล้วเลือกอิตาลีอันดับที่ 2 และเยอรมัน อันดับที่ 3 และผลการสอบก็ออกมาว่า เราติดตัวจริงประเทศอิตาลี เถียงกับทางบ้านนานอยู่เหมือนกันว่าจะไปดีมั้ย ไอ้เราก็อยากไปอ่ะนะ พ่อก็เลยยอมให้ไป เพราะตอนนั้นอ่ะตัวป๊อกคิดว่าไปประเทศภาษาที่ 3 อ่ะ มันเวิร์กเว่อร์ๆ
|
เริ่มเข้าสู่ประเทศอิตาลีเลยดีกว่า ป๊อกได้ไปอยู่ที่เมือง Naples(เนเปิลส์) ในแคว้น Campania อยู่ทางใต้ของประเทศ ประมาณตรงหน้าแข้งของรองเท้าบูทอ่ะ ภูมิประเทศจะเป็นแบบเนินเขา และเป็นเขตของภูเขาไฟหลายลูก เป็นเมืองท่าที่สวยมากๆ ให้นึกถึงอ่าวมะนาวบ้านเราอ่ะ จะคล้ายๆ แบบนั้นเลย แถวที่อยู่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย เช่น เมืองปอมเปอี ที่มีภูเขาไฟระเบิดแล้วพวกลาวาไหลมาทับเมืองทั้งเมือง
มาถึงอิตาลีวันแรกนะ โอ้โหพระเจ้า.... อาหารไหนใครว่าอร่อย??? กินไม่ได้เล้ยยย ที่ป๊อกได้กินมื้อแรกไม่ใช่พิซซ่าหรือสปาเกตตี้หรอกนะ แต่เป็นข้าวเย็นๆ เหมือนแช่แข็งมา น้ำเปล่าก็ไม่มี แต่เป็นน้ำอัดแก๊ซ ให้ตายเหอะ ตอนนั้นกินได้อยู่อย่างเดียวคือเนื้อทอด ชีวิตรันทดอะไรได้ถึงขนาดนี้ มาทำไมวะเนี่ย????? อ้อ ตอนมาถึงวันแรกๆ เค้ามีเข้าค่ายปรับตัวด้วย เราก็เลยได้อยู่กับเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและต่างชาติ
ส่วน Host Family บ้านที่ป๊อกไปอยู่มี dad , mom แล้วก็มีลูกชาย 2 คน อายุ 17 กับ 15 ปี คนโตไม่ได้เจอเค้าหรอกนะ เพราะเค้าไปแลกเปลี่ยนเหมือนกันแต่ไปที่แคนาดา โฮสต์เค้าเป็นครอบครัวค่อนข้างจะอารมณ์ดี แต่ก็มีอายุกันแล้ว อาจจะมีเรื่องอารมณ์บ้างอะไรบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของคนแก่!! โฮสต์ dad เป็นหมอ ส่วน mom เป็นครูสอนโภชนาการอาหาร เก่งทั้งคู่ รู้ทุกอย่างจริงๆ 555+ ส่วนตัวลูกชายนี่มีเรื่องให้เล่ายาวมากๆ แต่ขอสรุปทีเดียวเลยละกัน เค้าจะเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ตามประสาลูกคนเล็ก ไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า (แต่เผอิญเราเด่นกว่า 555+) ดื้อ งอแง ไม่ชอบไปโรงเรียน ทั้งๆ ที่โรงเรียนที่นั่นเรียนน้อยมาก และเป็นคนที่ไม่ชอบคุยกับใคร ป๊อกก็พยายามคุยด้วยหลายทีมากมาย แต่ก็จะได้คำตอบกลับมาเพียงแค่คำสั้นๆ หรือประโยคสั้น อยู่ไปก็เลยเริ่มปลงล่ะ
มาดูเรื่องของโรงเรียนกันบ้างดีกว่า โรงเรียนที่ป๊อกไปอยู่เป็นวิทยาลัยเทคนิคการโรงแรมและห้องอาหารชื่อ I.P.S.A.R. Petronio ก่อนอื่นขอเล่าลักษณะของเรียนในอิตาลีก่อนดีกว่า โรงเรียนในอิตาลีหรือวิทยาลัยต่างๆ เนี่ย จะมีทั้งหมดประมาณ 6 แบบคือ
1.โรงเรียนวิทยาศาสตร์ (สายวิทย์-คณิต)
2.โรงเรียนภาษา (สายศิลป์ภาษา โดยจะเรียนภาษาละตินด้วย)
3.โรงเรียนคลาสสิค (เรียนเกี่ยวกับความคิด สติปัญญา และประวัติศาสตร์)
4.วิทยาลัยเทคนิค (ราชมงคลบ้านเรานี่แหละ)
5.วิทยาลัยเทคนิคการโรงแรมและห้องอาหาร (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกโรงเรียน I-TIM ของมหิดล)
6.วิทยาลัยพานิชย์นาวี
2.โรงเรียนภาษา (สายศิลป์ภาษา โดยจะเรียนภาษาละตินด้วย)
3.โรงเรียนคลาสสิค (เรียนเกี่ยวกับความคิด สติปัญญา และประวัติศาสตร์)
4.วิทยาลัยเทคนิค (ราชมงคลบ้านเรานี่แหละ)
5.วิทยาลัยเทคนิคการโรงแรมและห้องอาหาร (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกโรงเรียน I-TIM ของมหิดล)
6.วิทยาลัยพานิชย์นาวี
โดยโรงเรียนหรือวิทยาลัยที่นี่จะเรียนทั้งหมด 5 ปี (ซึ่งของไทยเราเรียน 6 ปี) วิทยาลัยที่ป๊อกเรียนจะมีแบ่งเป็นสายๆ โดยแบ่งเป็น Cooking, Bartender and Waiter และ Reservations ป๊อกได้เรียนในสายของ Reservation ในคลาสป๊อกมีเรียนทั้งหมด 11 วิชา 14.5 หน่วยกิต มีวิชา
1.ศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาธอลิก
2.ภาษาอิตาเลียน
3.ประวัติศาสตร์อิตาเลียน
4.ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว
5.ภาษาฝรั่งเศสเพื่อการท่องเที่ยว
6.คณิตศาสตร์
7.ภูมิศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวในยุโรป
8.เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจและเทคนิคการบริการนักท่องเที่ยว
9.ประวัติศาสตร์ ศิลปวิทยาและวัฒนธรรม
10.เทคนิคการติดต่อสื่อสารและการปรับตัว
11.สุขศึกษาและพลศึกษา
2.ภาษาอิตาเลียน
3.ประวัติศาสตร์อิตาเลียน
4.ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว
5.ภาษาฝรั่งเศสเพื่อการท่องเที่ยว
6.คณิตศาสตร์
7.ภูมิศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวในยุโรป
8.เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจและเทคนิคการบริการนักท่องเที่ยว
9.ประวัติศาสตร์ ศิลปวิทยาและวัฒนธรรม
10.เทคนิคการติดต่อสื่อสารและการปรับตัว
11.สุขศึกษาและพลศึกษา
ช่วงแรกๆ ที่ไปเรียนก็นั่งเอ๋อไปวันๆ เพราะเราก็ไม่รู้ภาษาเค้า ป๊อกค่อนข้างที่จะโชคร้ายนิดนึง เพราะว่าทั้งห้องเป็นผู้หญิงหมดเลย ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็จะถูกนินทา เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะ แต่ก็เชิงรำคาญเล็กน้อย ในห้องมีเพื่อนที่สนิทด้วยอยู่แค่ 3-4 คนเอง เพราะเราปรับนิสัยเข้าหากันได้ ส่วนที่เหลือคือเค้าจะมองป๊อกเป็นตัวประหลาด คนเอเชีย เหยียดหยาม!!
มาพูดถึงเรื่องเที่ยวกัน ป๊อกว่าป๊อกเป็นคนที่โชคดีมากเลยคนนึง คือป๊อกได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่สำคัญๆ ทั่วอิตาลีเลย แต่ขอเริ่มสถานที่ท่องเที่ยวในเนเปิลส์ก่อนละกัน
ว่าด้วยเรื่องของประวัติศาสตร์อิตาเลียน "เนเปิลส์" ถือว่าเป็นเมืองหลวงของอิตาลีใต้ (ประมาณ 200-300 ปีก่อน มีการแบ่งแยกอิตาลีออกเป็น 2 ส่วน คืออิตาลีเหนือ เมืองหลวงอยู่ที่ตูริน และอิตาลีใต้ เมืองหลวงอยู่ที่เนเปิลส์) จึงทำให้เนเปิลส์มีปราสาทซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์หลายพระองค์ของอิตาลี เช่น Palazzo Reale ซึ่งมีการสร้างคล้ายกับพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส , Castel dellOvo เป็นปราสาทเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล และ Castel SantElmo เป็นปราสาทที่ตั้งบนยอดเขา เปรียบเสมือนป้อมปราการ คอยสอดส่อง ดูแลความเรียบร้อยของเมือง และยังสามารถดูภาพพาโนรามาของเมืองเนเปิลส์ได้จากตรงนี้อีกอีกด้วย
สถานที่ท่องเที่ยวในเนเปิลส์ที่เด่นๆ ก็คือ "ปอมเปอี" ที่บอกไปแล้ว ปอมเปอีเป็นเมืองเก่าแก่ที่ถูกลาวาไหลทับเมืองทั้งเมือง จากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณเกือบ 2,000 ปีที่ผ่านมา ในตัวเมืองมีวิหารต่างๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนทั่วโลกได้ดีเลยทีเดียว ค่าเข้าชมคนละ 11 ยูโร (หรือประมาณ 440 บาท) สำหรับชาวต่างชาตินะ แต่ไปดูแล้วอาจจะปลงๆ กันนิดหน่อยนะ เพราะบางคนที่ถูกลาวาไหลถล่มมาทับตายนี่คือ ตายในท่านั่งบ้าง นอนกอดลูกบ้าง เห็นแล้วสลด
ยังไม่หมดนะ เพราะในช่วงเดือนมีนาคม ทางโครงการจะมีโปรเจ็กต์สำหรับให้นักเรียนแลกเปลี่ยนได้ไปเที่ยวในต่างเมือง เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์ และต้องไปอยู่กับครอบครัวใหม่ ซึ่งป๊อกได้เลือกไปที่ "เมืองคาตาเนีย เกาะชิซีเลีย" ทางใต้ของประเทศอิตาลี่ และครอบครัวที่ป๊อกไปอยู่ด้วย เป็นครอบที่น่ารักมาก มีลูกชาย 4 คน เป็นครอบครัวนักดนตรี ทั้งบ้านเล่นดนตรีได้ มีห้องซ้อมดนตรีเป็นของครอบครัวเอง ส่วนคาตาเนียเป็นเมืองที่สวยงามมาก มีการจัดและวางผังเมืองได้สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวได้แก่ ภูเขาไฟ Etna เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและตอนนี้ก็ยังมีการปะทุอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองและประเทศรอบข้าง
นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ป๊อกยังได้ไปเที่ยวในที่ต่างๆ ของอิตาลี ที่แรกที่ไปคือ "ฟลอเรนซ์"เมืองที่ทุกคนทั่วโลกกล่าวว่า เป็นเมืองที่สวยที่สุดในอิตาลี และก็จริงๆ แหละ เป็นเมืองที่สวยงามมาก ในตัวเมืองแทบไม่มีรถยนต์ให้เห็นเลย เพราะเค้าขี่จักรยานกัน สถานที่ที่สำคัญคือ สะพาน Ponte Vecchio
ไปต่อกันที่ "ปิซ่า" สถานที่ที่มีหอระฆังตั้งอยู่บนพื้นเอียง ทำให้ตัวเสานั้นเอนไปด้วย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งในอิตาลี่ และยังเป็นสถานที่ที่กาลิเลโอมาพิสูจน์ความจริงว่า วัตถุ 2 ชิ้น ที่มีขนาดเท่ากัน แต่น้ำหนักไม่เท่ากัน แต่กลับตกถึงพื้นโลกพร้อมกัน
หลังจากก็เข้าสู่เมืองแฟชั่น "มิลาน" ... มิลานเป็นเมืองที่สวยเมืองหนึ่ง แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในมิลาน ก็จะมีแค่ Duomo เป็นวิหารที่สวยที่สุดในอิตาลี และ Galleria Vittorio Emanuele II ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งแบรนด์เนมชื่อดัง นอกจากนี้ ในมิลานจะมีถนนไว้ให้สำหรับขาช็อปได้เดินช็อปปิ้งประมาณ 4-5 สายติดกัน
และที่สุดท้ายที่ได้ไปในช่วงอีสเตอร์ก็คือ เมืองแห่งเทพนิยาย "เวนิซ" เวนิซเป็นเกาะนะ ไม่ใช่เป็นเมือง เป็นเกาะกลางน้ำที่สำคัญที่สุดในอิตาลี มีคลองเล็กๆ ไว้ให้สำหรับเรือกอนโดลาที่โด่งดังและแพงสุดๆ ได้พานักท่องเที่ยวเที่ยวชมความของเกาะ ถ้าจำไม่ผิด ครึ่งชั่วโมง 40 ยูโร หรือประมาณ 1,600 บาท และสิ่งที่ทุกคนอาจไม่รู้มาก่อนคือนอกจากเกาะเวนิซแล้ว ยังมีอีกหลายๆ เกาะที่สำคัญที่อยู่ในเขตการปกครองของเวนิซ คือเกาะมูราโน และเกาะบูราโน ทั้ง 2 เกาะนี้เป็นเกาะที่เงียบสงบ ผิดกับเกาะเวนิซที่มีนักท่องเที่ยวมากมาย 2 เกาะนี้เป็นเกาะที่ผลิตแก้วต่างๆ รวมทั้งเครื่องประดับ ของตกแต่งที่ทำจากแก้ว จึงมีหลายโรงงานที่อยู่บนเกาะ 2 เกาะนี้
และที่สุดท้ายที่ได้ไปเที่ยว แต่ไม่ได้ไปในช่วงอีสเตอร์นะ ก็คือ "โรม" เมืองหลวงของอิตาลีนั่นเอง โรมมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย แต่จะยกตัวอย่างแค่ 2-3 ที่ก็พอ .... ที่แรกเลยคือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า "นครรัฐวาติกัน" วาติกันเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในโลก และเป็นรัฐเดียวที่อยู่ในอิตาลี บาทหลวงหรือผู้ที่ทำงานในวาติกัน จะไม่ถือว่าตัวเองเป็นชาวอิตาเลียน เพราะวาติกันเป็นรัฐอิสระนั่นเอง และมีพระสันตะปาปาเป็นประมุข
หลายๆ คนอาจจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Angel and Demon ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการคัดเลือกพระสันตะปาปา และความขัดแย้งภายในนครรัฐ ในภาพยนตร์ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของรัฐนี้ ป๊อกก็คิดว่ามันยิ่งใหญ่จริงๆ สวยงามมากๆ ในตัววิหารมีรูปปั้นปิเอตา เป็นรูปปั้นพระแม่มารีประคองพระเยซูอยู่บนตักของตัวเองก่อนที่พระเยซูจะสิ้นใจ ชั้นใต้ดินมีสุสานของพระสันตะปาปาตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงองค์ก่อนปัจจุบัน ส่วนด้านบนของวิหารเป็นสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ทุกจุดของกรุงโรม
หลายๆ คนอาจจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Angel and Demon ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการคัดเลือกพระสันตะปาปา และความขัดแย้งภายในนครรัฐ ในภาพยนตร์ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของรัฐนี้ ป๊อกก็คิดว่ามันยิ่งใหญ่จริงๆ สวยงามมากๆ ในตัววิหารมีรูปปั้นปิเอตา เป็นรูปปั้นพระแม่มารีประคองพระเยซูอยู่บนตักของตัวเองก่อนที่พระเยซูจะสิ้นใจ ชั้นใต้ดินมีสุสานของพระสันตะปาปาตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงองค์ก่อนปัจจุบัน ส่วนด้านบนของวิหารเป็นสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ทุกจุดของกรุงโรม
สถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่สองคือ Fontana di Trevi หรือน้ำพุเทรวี ว่ากันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หนึ่ง ที่นักเสี่ยงโชคมักจะมาขอพรจากน้ำพุนี้ด้วยการอธิษฐานแล้วโยนเหรียญลงไปในบ่อ ว่ากันว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องที่ขอ แต่ป๊อกไม่ได้ขอนะ
และที่สุดท้ายที่จะพูดถึงคือ "โคลอสเซียม" อย่างที่ทุกคนรู้กันคือเป็นสนามกีฬาเก่าแก่ของอิตาลี่ ใหญ่มากๆ ใหญ่จริงๆ โดยในประวัติศาสตร์แล้ว โคลอสเซียมได้สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 1 มีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้ถึง 8 หมื่นคน ชั้นใต้ดินจะแบ่งออกเป็นห้องๆ ไว้กักขังนักโทษประหาร และสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น สิงโต เป็นต้น ในบ้างครั้ง โคลอสเซียมถูกจัดให้เป็นลานประหารของนักโทษ แต่ในบางครั้งก็เเป็นสนามประลองความสามารถของเหล่าผู้กล้าในอาณาจักรอิตาลี
และ 1 เดือนก่อนที่จะกลับ AFS ก็ได้จัดค่ายอีก 1 ค่าย เพื่อเป็นการอำลา รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกัน การเขียนบรรยายความรู้สึกที่มีกับอิตาลี ครอบครัวอุปถัมป์ รวมถึงกับ AFS ด้วย เป็นค่าย 4 วัน 3 คืน และเป็นค่ายที่สนุกและเศร้าที่สุด เพราะนึกถึงความรู้สึกที่จะต้องกลับประเทศของแต่ละคน ฮือๆ มีการแสดงต่างๆ ซึ่งให้แต่ละชาติออกมาแสดง แต่รอบนี้ประเทศไทยไม่โชว์เดี่ยวแล้ว เบื่อ!! เลยโชว์รวมกับประเทศในแถบเอเชีย สร้างความฮือฮาให้ทุกคนอย่างเว่อร์มาก
หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ไปอยู่อิตาลี พูดอิตาเลี่ยนได้หรอ แล้วจะปรับตัวยังไง คือเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะทาง AFS ได้จัดคอร์สเรียนภาษาอิตาเลียนไว้ให้แล้ว เริ่มเรียนตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรกที่ไปถึงจนถึงอาทิตย์ก่อนเทศกาลปีใหม่เลยทีเดียว และอีกอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนภาษา คือเราได้ยินภาษาทุกวัน เจอคนพูดด้วยทุกวัน บวกกับการที่เรียนภาษาไปด้วยเนี่ย แน่นอนว่า มันจะเป็นการซึมซับภาษาไปในตัว เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดคุย แล้วเราก็จำมาพูด นั่นแหละ ใช้เทคนิคเดียวกัน 5555+ แต่อย่าลืมว่า ความขยันเป็นสิ่งที่ทำให้เราไปสู่ความสำเร็จนะเพื่อนๆ
อ้างอิง : Dek-D








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น