วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

<?php
โค้ดเปิดการสร้างข้อมูลของโปรแกรม php

$sql ="select * from student order by id asc ";
Select  หมายถึง เลือก
* หมายถึง เลือกทุกฟิลว์จากเทเบิล student
แล้วให้เรียงข้อมูลจากฟิลว์ชื่อ id ดยให้เรียงข้อมูลแบบ asc คือ การเรียงจากน้อยไปมาก
หากต้องการเรียงจากมากไปน้อยจะต้องใช้แบบ dasc

$query=mysql_query($sql) or die(mysql_error());
คือการประมวลผลคำสั่ง sql โดยใช้ฟังก์ชัน$query
Query  หมายถึง การประมวลผล

$num=mysql_num_rows($query);
mysql_num_rows คือ การเช็คข้างบนเร็คคอทว่าจากคำสั่ง sql ด้านบนมีกี่เร็ทคอท

echo $num;
การแสดงตัวแปรนำว่าค่าเท่าไหร่

?>
เครื่องหมายโค้ดที่แสดงถึงการจบโค้ดของ php

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

งานเกรด 1

<?php
$score=84;
if($score<50){
echo 'grade 0';
}else if($score < 56){
echo 'grade 1';
}else if($score < 60){
echo 'grade 1.5';
}else if($score < 66){
echo 'grade 2'; 
}else if($score < 70){
echo 'grade 2.5'; 
}else if($score < 76){
echo 'grade 3'; 
}else if($score < 80){
echo 'grade 3.5'; 
}else {echo 'grade 4' ;}?>

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

พี่ป๊อกกี้ในอิตาลี


        สวัสดีเพื่อนๆ เราชื่อ "ป๊อกกี้" ปภิณวิช มงคลเกษตร นักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการAFS รุ่นที่ 48 ประเทศอิตาลี ตอนนี้เรียนอยู่ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จ.นครราชสีมา แผนการเรียนวิทย์-คณิต ชั้นม.6 และอยู่กลุ่ม Celebrity ดาวแห่งราชสีมาวิทยาลัย ●▽●  เป้าหมายตอนนี้คืออยากเข้าอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ADMISSION’ 54 เน่อ          

      เราอยากเล่าประสบการณ์ชีวิตของเด็กแลกเปลี่ยนคนนึงที่ไปประเทศอิตาลี ประเทศที่ใครๆ ก็อยากไป เมืองแฟชั่น โอ้โห.... แต่เค้าพูดภาษาอะไรกันล่ะ??? มีหลายเรื่องที่น่าสนใจตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งอาจทำให้หลายๆ คนอยากไปอิตาลีมากกว่าเดิมหรือไม่อยากไปก็ได้ (เอ๊ะ!!! ยังไง)
      จริงๆ แล้ว ป๊อกก็มีความคิดที่จะไปแลกเปลี่ยนตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะเดิมที่เราชอบภาษาอังกฤษมากๆ แต่ไม่เก่ง T^T เที่ยวหาเรียนพิเศษไปเรื่อย ตั้งแต่ตอนเรียนประถมก็ไปหาเข้าค่ายภาษาอังกฤษของโรงเรียนหรือโปรแกรมต่างๆ บ้าง จนกระทั่งโตมาจนถึง ม.3  ก็เลยลองสมัครหลายโครงการดู แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจไป จนมาสอบอีกทีตอน ม.4  จริงๆ แล้วป๊อกเริ่มสอบ AFS ตั้งแต่รุ่นที่ 47 แล้ว แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก แป่ว เราเลยมาลองใหม่อีกทีในรุ่น 48 พอดีสอบเป็นทุน CSP ซึ่งเป็นทุนที่ได้จากบริษัทต่างๆ ที่สนับสนุนโครงการ เราก็เลือกสอบของทุนธนาคารกสิกรไทยไป เลือกอเมริกาเป็นอันดับแรก แล้วเลือกอิตาลีอันดับที่ 2 และเยอรมัน อันดับที่ 3 และผลการสอบก็ออกมาว่า เราติดตัวจริงประเทศอิตาลี เถียงกับทางบ้านนานอยู่เหมือนกันว่าจะไปดีมั้ย ไอ้เราก็อยากไปอ่ะนะ พ่อก็เลยยอมให้ไป เพราะตอนนั้นอ่ะตัวป๊อกคิดว่าไปประเทศภาษาที่ 3 อ่ะ มันเวิร์กเว่อร์ๆ

           
               เริ่มเข้าสู่ประเทศอิตาลีเลยดีกว่า ป๊อกได้ไปอยู่ที่เมือง Naples(เนเปิลส์) ในแคว้น Campania อยู่ทางใต้ของประเทศ ประมาณตรงหน้าแข้งของรองเท้าบูทอ่ะ ภูมิประเทศจะเป็นแบบเนินเขา และเป็นเขตของภูเขาไฟหลายลูก เป็นเมืองท่าที่สวยมากๆ ให้นึกถึงอ่าวมะนาวบ้านเราอ่ะ จะคล้ายๆ แบบนั้นเลย แถวที่อยู่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย เช่น เมืองปอมเปอี ที่มีภูเขาไฟระเบิดแล้วพวกลาวาไหลมาทับเมืองทั้งเมือง
 
                มาถึงอิตาลีวันแรกนะ โอ้โหพระเจ้า.... อาหารไหนใครว่าอร่อย??? กินไม่ได้เล้ยยย ที่ป๊อกได้กินมื้อแรกไม่ใช่พิซซ่าหรือสปาเกตตี้หรอกนะ แต่เป็นข้าวเย็นๆ เหมือนแช่แข็งมา น้ำเปล่าก็ไม่มี แต่เป็นน้ำอัดแก๊ซ ให้ตายเหอะ ตอนนั้นกินได้อยู่อย่างเดียวคือเนื้อทอด ชีวิตรันทดอะไรได้ถึงขนาดนี้ มาทำไมวะเนี่ย????? อ้อ ตอนมาถึงวันแรกๆ เค้ามีเข้าค่ายปรับตัวด้วย เราก็เลยได้อยู่กับเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและต่างชาติ


               ส่วน Host Family บ้านที่ป๊อกไปอยู่มี dad , mom แล้วก็มีลูกชาย 2 คน อายุ 17 กับ 15 ปี คนโตไม่ได้เจอเค้าหรอกนะ เพราะเค้าไปแลกเปลี่ยนเหมือนกันแต่ไปที่แคนาดา โฮสต์เค้าเป็นครอบครัวค่อนข้างจะอารมณ์ดี แต่ก็มีอายุกันแล้ว อาจจะมีเรื่องอารมณ์บ้างอะไรบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของคนแก่!! โฮสต์ dad เป็นหมอ ส่วน mom เป็นครูสอนโภชนาการอาหาร เก่งทั้งคู่ รู้ทุกอย่างจริงๆ 555+ ส่วนตัวลูกชายนี่มีเรื่องให้เล่ายาวมากๆ แต่ขอสรุปทีเดียวเลยละกัน เค้าจะเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ตามประสาลูกคนเล็ก ไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า (แต่เผอิญเราเด่นกว่า 555+) ดื้อ งอแง ไม่ชอบไปโรงเรียน ทั้งๆ ที่โรงเรียนที่นั่นเรียนน้อยมาก และเป็นคนที่ไม่ชอบคุยกับใคร ป๊อกก็พยายามคุยด้วยหลายทีมากมาย แต่ก็จะได้คำตอบกลับมาเพียงแค่คำสั้นๆ หรือประโยคสั้น อยู่ไปก็เลยเริ่มปลงล่ะ
               มาดูเรื่องของโรงเรียนกันบ้างดีกว่า โรงเรียนที่ป๊อกไปอยู่เป็นวิทยาลัยเทคนิคการโรงแรมและห้องอาหารชื่อ I.P.S.A.R. Petronio ก่อนอื่นขอเล่าลักษณะของเรียนในอิตาลีก่อนดีกว่า โรงเรียนในอิตาลีหรือวิทยาลัยต่างๆ เนี่ย จะมีทั้งหมดประมาณ 6 แบบคือ

1.โรงเรียนวิทยาศาสตร์ (สายวิทย์-คณิต)
2.โรงเรียนภาษา (สายศิลป์ภาษา โดยจะเรียนภาษาละตินด้วย)
3.โรงเรียนคลาสสิค (เรียนเกี่ยวกับความคิด สติปัญญา และประวัติศาสตร์)
4.วิทยาลัยเทคนิค (ราชมงคลบ้านเรานี่แหละ)
5.วิทยาลัยเทคนิคการโรงแรมและห้องอาหาร (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกโรงเรียน I-TIM ของมหิดล)
6.วิทยาลัยพานิชย์นาวี
               โดยโรงเรียนหรือวิทยาลัยที่นี่จะเรียนทั้งหมด 5 ปี (ซึ่งของไทยเราเรียน 6 ปี) วิทยาลัยที่ป๊อกเรียนจะมีแบ่งเป็นสายๆ โดยแบ่งเป็น Cooking, Bartender and Waiter และ Reservations ป๊อกได้เรียนในสายของ Reservation ในคลาสป๊อกมีเรียนทั้งหมด 11 วิชา 14.5 หน่วยกิต มีวิชา
1.ศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาธอลิก
2.ภาษาอิตาเลียน
3.ประวัติศาสตร์อิตาเลียน
4.ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว
5.ภาษาฝรั่งเศสเพื่อการท่องเที่ยว
6.คณิตศาสตร์
7.ภูมิศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวในยุโรป
8.เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจและเทคนิคการบริการนักท่องเที่ยว
9.ประวัติศาสตร์ ศิลปวิทยาและวัฒนธรรม
10.เทคนิคการติดต่อสื่อสารและการปรับตัว
11.สุขศึกษาและพลศึกษา
               ช่วงแรกๆ ที่ไปเรียนก็นั่งเอ๋อไปวันๆ เพราะเราก็ไม่รู้ภาษาเค้า ป๊อกค่อนข้างที่จะโชคร้ายนิดนึง เพราะว่าทั้งห้องเป็นผู้หญิงหมดเลย ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็จะถูกนินทา เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะ แต่ก็เชิงรำคาญเล็กน้อย ในห้องมีเพื่อนที่สนิทด้วยอยู่แค่ 3-4 คนเอง เพราะเราปรับนิสัยเข้าหากันได้ ส่วนที่เหลือคือเค้าจะมองป๊อกเป็นตัวประหลาด คนเอเชีย เหยียดหยาม!!
  

                มาพูดถึงเรื่องเที่ยวกัน ป๊อกว่าป๊อกเป็นคนที่โชคดีมากเลยคนนึง คือป๊อกได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่สำคัญๆ ทั่วอิตาลีเลย แต่ขอเริ่มสถานที่ท่องเที่ยวในเนเปิลส์ก่อนละกัน
                ว่าด้วยเรื่องของประวัติศาสตร์อิตาเลียน "เนเปิลส์" ถือว่าเป็นเมืองหลวงของอิตาลีใต้ (ประมาณ 200-300 ปีก่อน มีการแบ่งแยกอิตาลีออกเป็น 2 ส่วน คืออิตาลีเหนือ เมืองหลวงอยู่ที่ตูริน และอิตาลีใต้ เมืองหลวงอยู่ที่เนเปิลส์) จึงทำให้เนเปิลส์มีปราสาทซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์หลายพระองค์ของอิตาลี เช่น Palazzo Reale ซึ่งมีการสร้างคล้ายกับพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส , Castel dell’Ovo เป็นปราสาทเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล และ Castel Sant’Elmo เป็นปราสาทที่ตั้งบนยอดเขา เปรียบเสมือนป้อมปราการ คอยสอดส่อง ดูแลความเรียบร้อยของเมือง และยังสามารถดูภาพพาโนรามาของเมืองเนเปิลส์ได้จากตรงนี้อีกอีกด้วย

                สถานที่ท่องเที่ยวในเนเปิลส์ที่เด่นๆ ก็คือ "ปอมเปอี" ที่บอกไปแล้ว ปอมเปอีเป็นเมืองเก่าแก่ที่ถูกลาวาไหลทับเมืองทั้งเมือง จากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณเกือบ 2,000 ปีที่ผ่านมา ในตัวเมืองมีวิหารต่างๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนทั่วโลกได้ดีเลยทีเดียว ค่าเข้าชมคนละ 11 ยูโร (หรือประมาณ 440 บาท) สำหรับชาวต่างชาตินะ แต่ไปดูแล้วอาจจะปลงๆ กันนิดหน่อยนะ เพราะบางคนที่ถูกลาวาไหลถล่มมาทับตายนี่คือ ตายในท่านั่งบ้าง นอนกอดลูกบ้าง เห็นแล้วสลด


                 ยังไม่หมดนะ เพราะในช่วงเดือนมีนาคม ทางโครงการจะมีโปรเจ็กต์สำหรับให้นักเรียนแลกเปลี่ยนได้ไปเที่ยวในต่างเมือง เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์ และต้องไปอยู่กับครอบครัวใหม่ ซึ่งป๊อกได้เลือกไปที่ "เมืองคาตาเนีย เกาะชิซีเลีย" ทางใต้ของประเทศอิตาลี่ และครอบครัวที่ป๊อกไปอยู่ด้วย เป็นครอบที่น่ารักมาก มีลูกชาย 4 คน เป็นครอบครัวนักดนตรี ทั้งบ้านเล่นดนตรีได้ มีห้องซ้อมดนตรีเป็นของครอบครัวเอง ส่วนคาตาเนียเป็นเมืองที่สวยงามมาก มีการจัดและวางผังเมืองได้สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวได้แก่ ภูเขาไฟ Etna เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและตอนนี้ก็ยังมีการปะทุอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองและประเทศรอบข้าง


                นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ป๊อกยังได้ไปเที่ยวในที่ต่างๆ ของอิตาลี ที่แรกที่ไปคือ "ฟลอเรนซ์"เมืองที่ทุกคนทั่วโลกกล่าวว่า เป็นเมืองที่สวยที่สุดในอิตาลี และก็จริงๆ แหละ เป็นเมืองที่สวยงามมาก ในตัวเมืองแทบไม่มีรถยนต์ให้เห็นเลย เพราะเค้าขี่จักรยานกัน สถานที่ที่สำคัญคือ สะพาน Ponte Vecchio 


                ไปต่อกันที่ "ปิซ่า" สถานที่ที่มีหอระฆังตั้งอยู่บนพื้นเอียง ทำให้ตัวเสานั้นเอนไปด้วย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งในอิตาลี่ และยังเป็นสถานที่ที่กาลิเลโอมาพิสูจน์ความจริงว่า วัตถุ 2 ชิ้น ที่มีขนาดเท่ากัน แต่น้ำหนักไม่เท่ากัน แต่กลับตกถึงพื้นโลกพร้อมกัน


                 หลังจากก็เข้าสู่เมืองแฟชั่น "มิลาน" ... มิลานเป็นเมืองที่สวยเมืองหนึ่ง แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในมิลาน ก็จะมีแค่ Duomo เป็นวิหารที่สวยที่สุดในอิตาลี และ Galleria Vittorio Emanuele II ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งแบรนด์เนมชื่อดัง นอกจากนี้ ในมิลานจะมีถนนไว้ให้สำหรับขาช็อปได้เดินช็อปปิ้งประมาณ 4-5 สายติดกัน


                 และที่สุดท้ายที่ได้ไปในช่วงอีสเตอร์ก็คือ เมืองแห่งเทพนิยาย "เวนิซ" เวนิซเป็นเกาะนะ ไม่ใช่เป็นเมือง เป็นเกาะกลางน้ำที่สำคัญที่สุดในอิตาลี มีคลองเล็กๆ ไว้ให้สำหรับเรือกอนโดลาที่โด่งดังและแพงสุดๆ ได้พานักท่องเที่ยวเที่ยวชมความของเกาะ ถ้าจำไม่ผิด ครึ่งชั่วโมง 40 ยูโร หรือประมาณ 1,600 บาท และสิ่งที่ทุกคนอาจไม่รู้มาก่อนคือนอกจากเกาะเวนิซแล้ว ยังมีอีกหลายๆ เกาะที่สำคัญที่อยู่ในเขตการปกครองของเวนิซ คือเกาะมูราโน และเกาะบูราโน ทั้ง 2 เกาะนี้เป็นเกาะที่เงียบสงบ ผิดกับเกาะเวนิซที่มีนักท่องเที่ยวมากมาย 2 เกาะนี้เป็นเกาะที่ผลิตแก้วต่างๆ รวมทั้งเครื่องประดับ ของตกแต่งที่ทำจากแก้ว จึงมีหลายโรงงานที่อยู่บนเกาะ 2 เกาะนี้


                และที่สุดท้ายที่ได้ไปเที่ยว แต่ไม่ได้ไปในช่วงอีสเตอร์นะ ก็คือ "โรม" เมืองหลวงของอิตาลีนั่นเอง โรมมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย แต่จะยกตัวอย่างแค่ 2-3 ที่ก็พอ .... ที่แรกเลยคือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า "นครรัฐวาติกัน" วาติกันเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในโลก และเป็นรัฐเดียวที่อยู่ในอิตาลี บาทหลวงหรือผู้ที่ทำงานในวาติกัน จะไม่ถือว่าตัวเองเป็นชาวอิตาเลียน เพราะวาติกันเป็นรัฐอิสระนั่นเอง และมีพระสันตะปาปาเป็นประมุข
หลายๆ คนอาจจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Angel and Demon ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการคัดเลือกพระสันตะปาปา และความขัดแย้งภายในนครรัฐ ในภาพยนตร์ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของรัฐนี้ ป๊อกก็คิดว่ามันยิ่งใหญ่จริงๆ สวยงามมากๆ ในตัววิหารมีรูปปั้นปิเอตา เป็นรูปปั้นพระแม่มารีประคองพระเยซูอยู่บนตักของตัวเองก่อนที่พระเยซูจะสิ้นใจ ชั้นใต้ดินมีสุสานของพระสันตะปาปาตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงองค์ก่อนปัจจุบัน ส่วนด้านบนของวิหารเป็นสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ทุกจุดของกรุงโรม

                 สถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่สองคือ Fontana di Trevi หรือน้ำพุเทรวี ว่ากันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หนึ่ง ที่นักเสี่ยงโชคมักจะมาขอพรจากน้ำพุนี้ด้วยการอธิษฐานแล้วโยนเหรียญลงไปในบ่อ ว่ากันว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องที่ขอ แต่ป๊อกไม่ได้ขอนะ

                  และที่สุดท้ายที่จะพูดถึงคือ "โคลอสเซียม" อย่างที่ทุกคนรู้กันคือเป็นสนามกีฬาเก่าแก่ของอิตาลี่ ใหญ่มากๆ ใหญ่จริงๆ โดยในประวัติศาสตร์แล้ว โคลอสเซียมได้สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 1 มีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้ถึง 8 หมื่นคน ชั้นใต้ดินจะแบ่งออกเป็นห้องๆ ไว้กักขังนักโทษประหาร และสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น สิงโต เป็นต้น ในบ้างครั้ง โคลอสเซียมถูกจัดให้เป็นลานประหารของนักโทษ แต่ในบางครั้งก็เเป็นสนามประลองความสามารถของเหล่าผู้กล้าในอาณาจักรอิตาลี


                 และ 1 เดือนก่อนที่จะกลับ AFS ก็ได้จัดค่ายอีก 1 ค่าย เพื่อเป็นการอำลา รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกัน การเขียนบรรยายความรู้สึกที่มีกับอิตาลี ครอบครัวอุปถัมป์ รวมถึงกับ AFS ด้วย เป็นค่าย 4 วัน 3 คืน และเป็นค่ายที่สนุกและเศร้าที่สุด เพราะนึกถึงความรู้สึกที่จะต้องกลับประเทศของแต่ละคน ฮือๆ มีการแสดงต่างๆ ซึ่งให้แต่ละชาติออกมาแสดง แต่รอบนี้ประเทศไทยไม่โชว์เดี่ยวแล้ว เบื่อ!! เลยโชว์รวมกับประเทศในแถบเอเชีย สร้างความฮือฮาให้ทุกคนอย่างเว่อร์มาก

                 หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ไปอยู่อิตาลี พูดอิตาเลี่ยนได้หรอ แล้วจะปรับตัวยังไง คือเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะทาง AFS ได้จัดคอร์สเรียนภาษาอิตาเลียนไว้ให้แล้ว เริ่มเรียนตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรกที่ไปถึงจนถึงอาทิตย์ก่อนเทศกาลปีใหม่เลยทีเดียว และอีกอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนภาษา คือเราได้ยินภาษาทุกวัน เจอคนพูดด้วยทุกวัน บวกกับการที่เรียนภาษาไปด้วยเนี่ย แน่นอนว่า มันจะเป็นการซึมซับภาษาไปในตัว เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดคุย แล้วเราก็จำมาพูด นั่นแหละ ใช้เทคนิคเดียวกัน 5555+ แต่อย่าลืมว่า ความขยันเป็นสิ่งที่ทำให้เราไปสู่ความสำเร็จนะเพื่อนๆ
อ้างอิง : Dek-D

พี่แบมในเยอรมัน

    สวัสดีค่ะ ชื่อ "แบม" เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ YES#25 มาแลกเปลี่ยน ณ ประเทศเยอรมัน อยู่เยอรมันตะวันตก รัฐ North rhine Westphalia ใกล้ๆ เมือง Cologne (koeln) เหตุผลที่มาเยอรมันเพราะคุณพ่อชอบในนิสัยของคนเยอรมันที่สะอาด ตรงต่อเวลา มีระเบียบ มีวินัย ส่วนแบมอยากได้ภาษาที่ 3 อยู่แล้วเลยไปที่ไหนก็ได้ อีกอย่างแบมยังไม่รู้ว่า ม.6 แบมอยากเรียนต่อสายหรือคณะอะไร ก็เลยถือว่ามาพักผ่อนแบบให้ได้ภาษา ประสบการณ์และค้นหาตัวเองภายในตัว แบมเรียนที่สตรีวิทยา 2 สายวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนแบมไม่มีสายศิลป์-เยอรมัน ทำให้ตอนมาแบมไม่มีความรู้ภาษาเกี่ยวกับเยอรมันเลย พูดได้แค่ประโยคง่ายๆ สวัสดีค่ะ ใช่ ไม่ใช่ ขอบคุณและก็ขอโทษ เพื่อนๆ ที่มาส่งในสนามบินที่เรียนศิลป์-เยอรมันที่เตรียมอุดม ก็บอกว่าถ้าไม่เข้าใจให้บอกประโยคเดียว Ich weiss nicht. ( I don’t know)
         แบมอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Dueren เป็นเมืองที่คนตุรกีอาศัยอยู่เยอะ อากาศในเมืองจะชื้นๆ ตลอดเวลา ทุกคนในเมืองนี้มักพกทิชชู่ บางครั้งอากาศไม่หนาวแต่ก็ทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาได้ อากาศโดยประมาณทุกวันประมาณ 7-15 องศา ช่วงที่แบมมาแรกๆ รู้สึกหนาวทุกวัน แต่พอหน้าหนาวที่เพิ่งผ่านไปเจอ -10 องศา และพออากาศกลับมาเป็นปกติประมาณ 7 องศา แบมไม่รู้สึกหนาวอีกเลย เหมือนเราผ่านช่วงที่หนาวสุดๆ มาแล้ว ส่วนหมู่บ้านที่แบมอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า Soller เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีรถไฟผ่าน นั่งเข้าเมืองหรือไปโรงเรียนประมาณ 20 นาที หลังจาก 1 ทุ่มจะไม่มีรถเข้าบ้านเลย ส่วนใกล้ๆ บ้าน เป็นเหมือนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่า มีกวาง กระต่ายเยอะมาก ในหมู่บ้านที่แบมอยู่มีพี่คนไทยอยู่ด้วยคนนึง ตอนที่มาแบมมาแรกๆ ยังไม่ได้ภาษาก็ได้พี่เขาช่วยไว้ด้วย แล้วพี่เขาก็ใจดีมาก ชอบทำอาหารไทยให้แบมทานค่ะ
         ครอบครัวเยอรมันของแบมที่นี่เป็นครอบครัวใหญ่(มาก) โดยมีลูกทั้งหมด 5 คนจากพ่อแม่เดียวกันหมด ได้แก่ Marie (19), Micheal (18), Maleen (17), Melina (15), และ Mona (14) เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 1 คน พอแบมมาอยู่ที่นี่แบมก็เลยได้ชื่อเยอรมันจากครอบครัว คือ Mia (มียา อย่าอ่านเมียนะคะ TT) ส่วนห้องนอนได้นอนในห้องส่วนตัวค่ะ โชคดีที่พี่สาวคนโตแลกเปลี่ยนที่โคลัมเบียก็เลยได้ไปอยู่ในห้องเขา ช่วงแรกๆ กังวลปัญหาเรื่องที่จะทะเลาะกับโฮสท์พี่และโฮสท์น้อง แต่ทุกคนในครอบครัวดีกับแบมมากๆ  
         เริ่มแรกที่มา ภาษาไม่ได้เลย แต่โฮสท์น้องกับโฮสท์แม่ก็สอนพูดภาษาเยอรมันแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง นอกจากนี้แบมก็เรียนภาษาเยอรมันในยูทูบเองคะ ตอนนี้ก็ผ่านไปเป็นเวลา 5-6 เดือนแล้ว ภาษาแบมก็พูดได้แล้ว เป็นอะไรที่น่าแปลกใจมาก เมื่อเราตื่นมาแล้วค้นพบว่าตัวเองสามารถฟังเข้าใจแล้ว ดังนั้นอย่ากลัวนะคะ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ภาษายากขนาดไหน ถ้าเราตั้งใจประกอบกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดยังไงก็ได้ค่ะ
         ส่วนเพื่อนที่นี่ส่วนมากก็จะเป็นเพื่อนของโฮสท์พี่สาวกับโฮสท์น้องสาวมากกว่าค่ะ เวลาไปไหนแบมก็จะไปกับ Maleen เพราะอายุเท่ากันและคุยกันรู้เรื่องมากที่สุด ตอนที่แบมเจอ Maleen ครั้งแรก Maleen เจาะปาก ทาตาดำๆ ดูดบุหรี่ บอกได้คำเดียวว่ากลัวมากค่ะ แต่หลังจากได้คุยจริงๆ แล้ว Maleen เป็นผู้หญิงที่น่ารักและใจดี ดังนั้นอย่ามองคนจากภายนอกนะ
         และด้วยความที่ว่า Maleen เป็นคนที่ดูดบุหรี่ กินเบียร์ตามประสาเด็กเยอรมัน ตอนที่เจอแบมครั้งแรก Maleen ก็ชวนแบมดูดบุหรี่แล้ว แต่แบมยืนยัน หนักแน่นและมั่นใจว่าแบมไม่ดูดบุหรี่และกินแอลกอฮอล์ทุกชนิด Maleen ก็ไม่ว่าค่ะ Maleen บอกว่าเขารู้ว่าพวกนี้มันไม่ดี แต่เขาก็ไม่ทำไม่ได้ หรือบางครั้งแบมไปเที่ยวกับเพื่อนๆ Maleen เพื่อนๆ Maleen ก็ชวนดูดบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ พอบอกว่าไม่ เขาก็ไม่ว่าและชื่นชมที่เราเป็นเด็กดี เพราะฉะนั้นการไปปาร์ตี้นั้น เราต้องกล้าที่จะปฏิเสธเซย์โนอย่างเดียว เพื่อความปลอดภัยและมีสติด้วยนะคะ อย่ากลัวว่าถ้าเราไม่ทำตามแล้วเพื่อนจะไม่คบ ถึงแม้ว่าเราจะมาในฐานะเด็กแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เราไม่จำเป็นต้องรับวัฒนธรรมทั้งหมดมาใช้ ควรเลือกว่าวัฒนธรรมไหนที่สามารถเข้าได้กับสังคมไทย

        ส่วนโรงเรียนนั้น แบมได้เรียนในโรงเรียนรัฐบาลของที่นี่ ชื่อโรงเรียนว่า Rutha Gymnasium ใน Grade10 (ม.4)  วิชาที่ได้เรียนในโรงเรียนทางโรงเรียนเป็นคนเลือกให้ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา การเมืองเยอรมัน ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ปรัชญากรีซ ศิลปะ พละ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาลี  ทุกวิชาต้องเดินเรียนไม่มีห้องประจำ บางทีเปลี่ยนห้องกะทันหันทำให้หาห้องไม่ถูกก็มีค่ะ ถือว่าเป็นโชคดีของแบมมากที่ได้เรียนภาษาอิตาลี เพราะที่โรงเรียนเขาเริ่มสอนตั้งแต่แรก ทำให้พอฟังหรือพูดอิตาลีได้นิดหน่อย ส่วนภาษาอังกฤษก็แอบได้มากขึ้นด้วยค่ะ
         เรื่องเพื่อนที่โรงเรียน ตอนแรกแบมก็กังวลเหมือนกันนะคะว่าจะไม่มีเพื่อน แต่หลังจากผ่านไปสัก 2 อาทิตย์ก็ได้กลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กเรียนมากๆ ช่วงแรกที่ยังไม่ได้ภาษาก็ได้เพื่อนกลุ่มนี้คอยสอน คอยบอกการบ้านเป็นภาษาอังกฤษให้ทำ เพื่อนที่เยอรมันชอบให้แบมเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยให้ เขาบอกตัวอักษรภาษาไทยเท่ห์เหมือนมีมนต์ขลัง คำถามยอดฮิตที่จะโดนถามบ่อยก็คือ คนไทยกินสุนัขไหม? กินแมลงสาปหรือเปล่า? ประเทศไทยเหมือนในหนัง Hangover2 ไหม?แบมก็ตอบไปแบบให้ประเทศไทยเป็นด้านบวก ^^
         เรื่องที่แบมชอบในเยอรมันคือ นิสัยของคนเยอรมันที่เป็นคนตรงไปตรงมา มีครั้งหนึ่งโฮสท์น้องคนสุดท้องของแบม (Mona) ขอเข้าไปเอาหยิบหนังสืออ่านที่ห้อง แต่น้องเขาไปทำตลับแป้งแบมตก แล้วเปิดดูแล้วมันแตก น้องเขาลงมาขอโทษและทำหน้าเสียใจบอกว่าจะซื้อให้ใหม่ แต่ที่จริงคือแป้งตลับนั้นมันพังอยู่แล้ว เวลาคนเยอรมันทำผิดอะไรเขาก็จะยอมรับในความผิดของเขา และจะพยายามแก้ไขสิ่งที่เขาทำผิดไป นิสัยที่สำคัญมากของคนเยอรมันคือทำอะไรตรงต่อเวลามาก เวลาไปเที่ยวเขาจะวางแผนทำตารางและไปเที่ยวตามตารางที่วางเอาไว้ บางครั้งแบมไปโรงเรียนหรือไปเที่ยว ก็จะดูเวลาบัสหรือรถไฟตามเวลา น้อยมากที่รถไฟหรือรถบัสจะมาช้า
         ส่วนเรื่องที่แบมไม่ชอบในเยอรมันก็คงเป็นเรื่องวัฒนธรรมบางอย่าง อาจเรียกได้ว่าแบมแอบเจอ  Culture Shock เวลาไปโรงเรียนแล้วเห็นเด็กๆ จูบกันแล้วรู้สึกจั๊กจี้ แปลกๆ แบบไม่ชินยังไงก็ไม่รู้ แต่ทุกคนที่อยู่รอบๆ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องที่แบมไม่ชอบอีกเรื่องนึงคือเวลาคนเยอรมันคบเพื่อน เขาจะคบกันแบบเผินๆ ไปปาร์ตี้คุยกันสนุกสนาน แต่จบจากปาร์ตี้ก็เหมือนกับคนที่ไม่รู้จักกันเลย

         และสุดท้าย เรื่องที่แบมประทับใจมากที่สุดก็คือวันเกิดแบม ทุกคนในบ้านเซอร์ไพรส์แบมด้วยการนัดเพื่อนที่โรงเรียนมาวันเกิดแบม แล้วจัดงานวันเกิดให้ค่ะ คือแบมคิดว่าเพื่อนแบมคงไม่มีใครมาได้เพราะวันเกิดแบมตรงกับวันหยุด (2 มกราคม) แต่เพื่อนก็มากันประมาณ 30 คน แล้วก็มีโฮสท์ตากับยายมาวันเกิดด้วยค่ะ ส่วนของขวัญวันเกิดที่ชอบมากที่สุดคงเป็นกระสอบทรายจากโฮสท์พ่อ 555 โฮสท์พ่อทราบว่าคนไทยต่อยมวยเป็น (แต่ไม่ใช่ทุกคน) เลยซื้อกระสอบทรายมาให้เลยทำให้แบมต้องฝึกต่อยมวย

อ้างอิง : Dek-D

พี่อ้อมในบราซิล

สวัสดีค่ะ ชื่อ 'อ้อม' นะคะ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศบราซิลของโครงการเอเอฟเอส รุ่นที่ 48 ค่ะ ขอเล่าหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับบราซิลแล้วกันนะคะ


                    แนะนำประเทศกันก่อน...บราซิล หรือชื่อเต็มๆ คือสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในอเมริกาใต้ เมืองหลวงของบราซิลคือบราซิเลีย ประเทศบราซิลพูดภาษาโปรตุเกสค่ะ (หลายคนเข้าใจผิดว่าพูดเสปน แต่ภาษาก็ใกล้เคียงกันมากค่ะ) เพราะบราซิลเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโปรตุเกสค่ะ อากาศที่บราซิลจะอบอุ่นเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ อากาศหนาว (แบบหนาวจริงๆ หน้าหนาวถึงศูนย์) จะเจอได้แค่ที่สามรัฐใต้ของบราซิลเท่านั้นค่ะ

 
                   สกุลเงินที่นี่คือ Real (อ่านว่า เฮอัล) โดย 1 Real ตอนนี้ก็ประมาณ 19 บาท ของที่นี่จะราคาแพงสำหรับคนไทย ยกตัวอย่างง่ายๆ โค้กกระป๋องนึงก็ 2 Real ก็เท่ากับ 38 บาท (แพงไหมล่ะ)
                   คนบราซิลเป็นคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น สนุกสนานเฮา ขี้เล่น ชอบปาร์ตี้นัดรวมเพื่อนฝูงกันเป็นประจำ การทักทายของคนที่นี่คือการหอมแก้ม โดยเอาแก้มมาแนบกันแล้วส่งเสียงจุ๊บ แต่ทำได้เฉพาะผู้หญิงกับผู้หญิงนะ ถ้าผู้หญิงกับผู้ชายจะทักทายกันแบบนี้ได้ต้องสนิทกันพอสมควร เวลาผู้ชายกับผู้ชายทักกันจะจับมือแล้วกอด หรือตบหลังเบาๆ การทักทายของคนบราซิลจะค่อนข้างสนิทสนม ซึ่งแสดงถึงความ Friendly ของคนบราซิลนั่นเอง และอย่างที่รู้กันคือ คนบราซิลชอบฟุตบอลมาก แต่เป็นฟุตบอลในประเทศค่ะ มีทีมดังๆ หลายทีม โดยส่วนใหญ่ทีมที่เป็นทีมจากเมืองใหญ่ๆ หรือรัฐใหญ่ๆ จะมีชื่อเสียงมาก วันอาทิตย์ตอนบ่ายถ้าไม่อยู่บ้านก็จะออกไปข้างนอกรวมตัวกันตามร้านอาหารเชียร์ฟุตบอลกัน ซึ่งเขาเชียร์กันมันส์มาก เราที่ไม่เคยชอบฟุตบอลเลย พอมาอยู่ที่นี่กลับชอบเพราะฟุตบอลบราซิลมันส์มากค่ะ
                   คนบราซิลมีหลายเชื้อชาติมากๆ ค่ะ ผิวขาวหรือผิวผสมซะส่วนมาก มีเชื้อสายอิตาลี เยอรมัน และทางยุโรปเยอะ โดยเฉพาะทางรัฐใต้ซึ่งพวกิอตาลีและเยอรมันเคยอพยพมาอยู่ก็จะหาคนผิวดำแทบไม่เจอเลยค่ะ นอกจากนี้ก็มีคนญี่ปุ่น ซึ่งที่บราซิลคนญี่ปุ่นอยู่เยอะมากๆ ราวๆ 1 ล้านคน ทำให้คนไทยที่เป็นเอเชียไปก็ถูกเหมาว่าเป็นญี่ปุ่นไปด้วย ถูกทักว่าเป็นญี่ปุ่นจนชินเลยล่ะค่ะ
 
การทานอาหาร คนบราซิลจะทานอาหารโดยใช้มีดกับส้อม ขอบอกว่าตอนไปถึงวันแรกเด็กไทย BRA#48 หาช้อนกันให้วุ่น แต่สุดท้ายก็ต้อง

 กินข้าวด้วยมีดกับส้อมอย่างทุลักทุเล แต่นานๆไปก็ใช้เป็นแล้วแหละค่ะ

    คนบราซิลกินอาหารเช้าเพียงนิดเดียวเพราะว่าพวกเขาต้องรีบออกไป ทำงานแต่เช้า โดยมากก็จะดื่มกาแฟกับแซนด์วิช คนดื่มกาแฟไม่เป็นหรือ เด็กๆ จะไปโรงเรียนก็จะดื่มนมชงชอคโกแลตแทน มื้อกลางวันและเย็น  คนบราซิลจะทานกันเยอะมาก อาหารหลักของคนบราซิลจะมีอยู่ไม่กี่อย่าง มีข้าว สลัดผัก ซุปถั่ว และเนื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อวัวค่ะ

    วันพิเศษเช่นมีปาร์ตี้หรือว่าวันอาทิตย์ เขาถึงจะทำ Churrasco (ชูฮาสโก้) หรือว่าบาร์บีคิวนั่นเอง ซึ่งทุกบ้านจะต้องมีเตา Churrasco 
 เรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติบราซิลเลยทีเดีย

      มาที่เรื่องเรียนบ้าง โรงเรียนที่นี่จะเรียนตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งถึงเที่ยงครึ่งโดยประมาณ ยูนิฟอร์มทั่วไปก็จะมีแค่เสื้อยืด ใส่กับกางเกงยีนส์อะไรก็ได้แล้วแต่เรา บางโรงเรียนก็มีข้อบังคับว่าต้องเป็นยีนส์น้ำเงินเท่านั้น โรงเรียนที่นี่มีเรียนเฉพาะสายวิทย์ค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่วิชาคณิตมากเป็นพิเศษ สัปดาห์หนึ่งมีหลายคาบเลย เด็กนักเรียนที่นี่จะสนิทกับครูเล่นกับครูเหมือนเพื่อนคนหนึ่งเลยล่ะค่ะ คนไทยอาจจะรู้สึกแปลกๆแต่เดี๋ยวก็ชิน ฮ่าๆ หลังเลิกเรียนก็จะเล่นกีฬากันเป็นส่วนใหญ่ ฟุตบอลมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วก็จะมีแฮนด์บอล วอลเลย์บอล แล้วแต่โรงเรียนค่ะ  เอาล่ะ เล่าภาพรวมของบราซิลเยอะแล้ว เล่าเรื่องของเราบ้างดีกว่า (ฮา) ตอนแรกเราอยู่ที่เมือง Florianopolis (โฟลเรียนอโพลิส) รัฐ Santa Catarina (ซานตา คาตาริน่า) ค่ะ


 
                     เมือง Florianopolis ห่างจากเซาเปาโลมาทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 700 กิโลเมตร รัฐนี้อยู่ทางภาคใต้ ส่วนเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของรัฐค่ะ แต่ว่าเป็นเกาะ (เหมือนภูเก็ตบ้านเรา) ไปทางไหนก็มีแต่ทะเล ทำให้เราซึ่งชอบทะเลมากๆ หลงรักเมืองนี้เข้าเต็มเปา XD โฮสท์ของเราทำร้านดอกไม้ค่ะ มีพ่อ แม่ พี่สาว แล้วก็น้องชาย ซึ่งพี่สาวเคยไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทยด้วย ทำให้สนิทกับพี่สาวเป็นพิเศษ

 
                     ร้านดอกไม้ของโฮสท์ตั้งอยู่ใกล้ๆ ทะเล ตอนเรามาแรกๆ ไปเล่นทะเลทุกวันจนตัวดำปิ๊ดปี๋เลยค่ะ (ฮ่าๆ) แต่พอเริ่มเข้าหน้าหนาว หนาวมากกก ไม่กล้าลงทะเลอีกเลย น้ำเย็นมากค่ะ เราได้เรียนโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีมากๆ ค่ะ เราได้เรียนอยู่ปีสอง เพื่อนๆ น่ารักทุกคน คุณครูก็ใจดีทุกคน ;D เราอยู่กับบ้านนี้ได้สามเดือน เขาก็มีปัญหาทะเลาะกันภายในบ้าน เราก็เลยต้องย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียนของเราเองค่ะ

 
                     บ้านที่สองของเรา คุณพ่อของเพื่อนเป็นวิศวกร ทำงานคนเดียว คุณแม่เป็นแม่บ้านอยู่กับบ้าน ทั้งสองคนอายุค่อนข้างมากแล้ว ใจดีมากๆ เลยค่ะ  แล้วก็ทำอาหารอร่อยด้วย คุณพ่อเป็นคนเยอรมันแท้นะคะ แต่ว่าเกิดที่นี่ก็เลยเป็นคนบราซิล (ฮ่าๆ) มีพี่สาวอีกคนหนึ่งแต่ว่าเค้าแต่งงานไปแล้ว 


                     บ้านที่สองของเราอยู่ใกล้ทะเลสาบ ซึ่งสวยงามมากๆ ค่ะ อากาศก็ดี แต่อยู่ได้แค่เดือนเดียวก็ต้องย้ายโฮสท์อีกแล้ว เพราะทางบ้านของเพื่อนมีปัญหาทางการเงิน (พ่อเป็น Freelance รายได้ก็เลยไม่แน่นอน) แย่หน่อยที่ทางเอเอฟเอสหาบ้านใหม่ให้เราไม่ได้ จึงต้องย้ายเมืองไปอยู่ที่เมือง Curitiba (คูริทิบา) รัฐ Parana (ปารานา) รัฐนี้อยู่เหนือรัฐเดิมค่ะ ใกล้ๆ กัน เมืองนี้ก็เป็นเมืองหลวงของรัฐอีกเช่นเคย อากาศหนาวมาก ช่วงที่ย้ายมาอยู่ที่นี่เข้าช่วงพีคหน้าหนาวพอดีค่ะ โดยเราได้ไปอยู่กับคนของเอเอฟเอสซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น โดยอยู่กับเขาชั่วคราวเพื่อรอทางเอเอฟเอสที่ริโอดิจาเนโรหาครอบครัวใหม่ให้ เราย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนปิดเทอมพอดีจึงไม่ต้องไปโรงเรียน เราก็อยู่ที่บ้านเขาก็นั่งเรียนภาษาเพราะภาษาเราไม่ค่อยเก่ง แล้วเขาก็พาไปเที่ยวหลายที่เลยค่ะ


 
                    เราอยู่ได้ประมาณเดือนกว่าๆ ในที่สุดก็ได้บ้านใหม่เสียที โดยคราวนี้ไปไกลเลยค่ะ ได้อยู่เมือง Dourados (โดราโดส) รัฐ Mato Grosso do Sul (มาโต กรอสโซ โดซุล)  รัฐนี้อยู่ทางตะวันตกของบราซิล อากาศค่อนข้างร้อนเหมือนเมืองไทยเลยค่ะ เมืองที่เราอยู่อยู่ใกล้ๆ ปารากวัย เราก็เลยได้ไปเที่ยวปารากวัย ชอปปิ้งของถูกที่นี่ ฮ่าๆ บ้านที่สามของเราพ่อทำงานที่บริษัทอาหารขนาดใหญ่ (ถ้าให้เทียบก็คือซีพีบ้านเรา) ส่วนแม่ไม่ได้ทำงานค่ะ บ้านนี้มีลูกสาวสามคน เป็นพี่ เพื่อน(อายุเท่ากัน) และน้องค่ะ บ้านค่อนข้างคับแคบ แต่ว่าก็อบอุ่นนะ ;D
 
                     โรงเรียนใหม่ก็เป็นโรงเรียนเอกชน เราได้เรียนปีสามเพราะโฮสท์ซิสเตอร์ที่อายุเท่ากันเรียนอยู่ปีสามเค้าก็เลยจับให้เรียนด้วยกัน ในห้องเรียนมีนักเรียนตั้ง 99 คน! เยอะมากๆ ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหา เรียนได้ สบายมากค่ะ


                     สรุปแล้วชีวิตในบราซิลของเราเป็นอะไรที่สนุกมาก เราได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้ไปเที่ยวหลายๆที่ ได้รู้จักผู้คนใหม่ๆ ท่ามกลางวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ตลอด 1 ปีเต็ม เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากค่ะ ท้ายนี้ฝากถึงน้องๆ รุ่นต่อไปที่อยากจะมาแลกเปลี่ยน บราซิลเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเลย รับรองว่าน้องๆ จะได้ประสบการณ์ และสนุกอย่างที่ไปที่ไหนๆ ก็หาไม่ได้แน่ๆ ค่ะ 



อ้างอิง : Dek-D